เกษตรกรชาวเฮตินำมะละกอมาขายที่ตลาดแห่งหนึ่งในกรุงปอร์โตแปงซ์ ประเทศเฮติ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ( AFP / HECTOR RETAMAL)

องค์การอนามัยโลก ปฏิเสธคำกล่าวอ้างว่าคัดเลือกมะละกอเป็น “ผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด”

ลิขสิทธิ์ AFP 2560-2564 ขอสงวนลิขสิทธิ์

คำกล่าวอ้างที่ระบุว่าองค์การอนามัยโลกคัดเลือกมะละกอเป็น “ผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุดในโลก” เป็นปีที่สอง ได้ถูกแชร์ออกไปในหลายโพสต์ทางสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย คำกล่าวอ้างนี้ทำให้เข้าใจผิด องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าแม้จะสนับสนุนให้รับประทานผักและผลไม้ แต่ไม่ได้แนะนำการรับประทานมะละกอเป็นพิเศษ

คำกล่าวอ้างนี้ถูกโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564

คำบรรยายโพสต์บางส่วนเขียนว่า มะละกอ ได้รับการคัดเลือกจาก WHO (องค์การอนามัยโลก) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันให้เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด

คำบรรยายโพสต์ได้กล่าวอ้างว่า มะละกอ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ -- ซึ่งรวมไปถึงแคลเซียมที่สูงกว่าแอปเปิ้ลถึงสองเท่า วิตามินเอที่สูงกว่าสัปปะรดถึง 16 เท่า และโพแทสเซียมที่สูงกว่ากล้วยกว่า 5 เท่า -- โดยการเปรียบเทียบข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA)

โพสต์ดังกล่าวยังได้แชร์ลิงก์วิดีโอยูทูปของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยเป็นเทปบันทึกรายการรู้สู้โรค ซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประโยชน์ของมะละกอต่อระบบขับถ่ายของร่างกาย

ภาพถ่ายหน้าจอของโพสต์เฟซบุ๊กที่ทำให้เข้าใจผิด

คำกล่าวอ้างคล้ายๆ กัน ถูกแชร์ทางเฟซบุ๊กที่นี่และนี่ และที่นี่ในบทความออนไลน์

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้ทำให้เข้าใจผิด

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไม่ได้แนะนำให้รับประทานผักหรือผลไม้ชนิดใดเป็นพิเศษ

“องค์การอนามัยโลกสนับสนุนการบริโภคผักและผลไม้เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดี ควบคุมน้ำหนักและป้องกันโรคอ้วน (อย่างไรก็ตาม) องค์การอนามัยโลกไม่เคยออกคำแนะนำผักผลไม้ชนิดใดเป็นพิเศษ” โฆษกขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยกล่าวกับ AFP เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2564

การค้นหาด้วยคำสำคัญว่า มะละกอ “ผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด” และ “การจัดอันดับคุณค่าทางโภชนาของผลไม้” บนเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก ไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การเปรียบเทียบที่ “ไม่เหมาะสม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่าการเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของมะละกอและผลไม้ชนิดอื่นนั้นอาจสร้างความเข้าใจผิด

น.ส. ทิพรดี คงสุวรรณ นักโภชนาการการปฏิบัติการจากสำนักโภชนาการของประเทศไทย กรมอนามัย ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการเปรียบเทียบดังกล่าวทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่ามะละกอ “มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น”

แม้ว่ามะละกอจะมีแคลเซียมที่สูงกว่าแอปเปิ้ล แต่ทั้งผลไม้สองชนิดนี้ก็ไม่ได้เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีทั้งคู่ เธอกล่าว แต่ นม ปลา ผักใบเขียวและเต้าหู้ เป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูงกว่ามาก

“ผลไม้แต่ละชนิดก็มีคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารที่แตกต่างกันไป จะแนะนำให้รับประทานหลายๆ ชนิดเพื่อจะได้คุณค่าอาหารหลายๆ ชนิด มะละกอเป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และ เบต้าแคโรทีน” ทิพรดี ยืนยันกับ AFP เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน

รศ.ดร. ขนิษฐา ธนานุวงศ์ หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเช่นกันว่าคำกล่าวอ้างนี้ทำให้เข้าใจผิด

“อาจจะไม่เหมาะสมที่แชร์กันเปรียบเทียบผลไม้แบบนั้น ผลไม้แต่ละชนิดจะมีสารอาหารและวิตามินที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป” เธออธิบายกับ AFP เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน

ทิพรดีกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การรับปทานทานผลไม้มากเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

“เวลากินผลไม้ ให้นึกถึงปริมาณน้ำตาลด้วย” ทิพรดีกล่าวว่า ควรจะกินผักด้วยเพราะมีใยอาหารสูงเช่นเดียวกัน

ข้อมูลด้านโภชนาการ

ข้อมูลที่ถูกแชร์ในโพสต์เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของมะละกอ ที่นำมาเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น ไม่ตรงกับข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FoodData Central tool ของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ มะละกอดิบน้ำหนัก 100 กรัม มีโพแทสเซียมอยู่ 182 มิลลิกรัม ขณะที่กล้วยสุกหรือสุกเล็กน้อยในปริมาณเท่ากัน จะมีโพแทสเซียมอยู่ 326 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ มะละกอดิบ 100 กรับ จะมีแคลเซียมอยู่ 20 มิลลิกรัม ขณะที่แอปเปิ้ลจะมีแคลเซียมอยู่ระหว่าง 4-7 มิลลิกรัม โดยขึ้นอยู่กับชนิดของแอปเปิ้ล

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน