นักเรียนหญิงรายหนึ่งเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ไบโอเอ็นเทค ที่โรงเรียนนราสิกขาลัย จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ( AFP / MADAREE TOHLALA)

“ไม่มีหลักฐาน” ว่าการวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

ลิขสิทธิ์ AFP 2560-2564 ขอสงวนลิขสิทธิ์

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเพิ่มปริมาณวัคซีนโควิด-19 ภายในประเทศ โพสต์ทางสื่อสังคมออนไลน์ได้แชร์คำเตือนว่าบุคคลที่ฉีดวัคซีนเข็ม 3 หรือเข็มกระตุ้น อาจจะมีความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและโรคแพ้ภูมิตัวเอง อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้เป็นเท็จ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่าไม่มีหลักฐานยืนยันคำกล่าวอ้างเรื่องความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวจากการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

คำกล่าวอ้างนี้ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2564

คำกล่าวอ้างดังกล่าวถูกแชร์ในขณะที่ประเทศไทย เตรียมรับวัคซีนยี่ห้อโมเดอร์น่ากว่า 560,200 โดส หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงาน

ภาพถ่ายหน้าจอของโพสต์เฟซบุ๊กที่ทำให้เข้าใจผิด

โพสต์ดังกล่าวอ้างว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่อน้ำเหลือง (lymphoma) และโรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disease) -- ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของตัวเอง

คำบรรยายโพสต์บางส่วนเขียนว่า “ฉีดกระตุ้นเข็ม3 อาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแทนโควิด...
(ส่งมาโดย อ.ภิรมย์ หมอจุฬา)”

“มีทั้งคำเตือนจาก อจ.แพทย์ไทย และรายงานจากต่างประเทศ”

“ตอนนี้เชื้อโควิดแรงขึ้น หลายๆ คน (รวมทั้งผมเอง) ก็พยายามหาวัคซีนที่จะช่วยกระตุ้นภูมิให้สูงมากๆ ขึ้นเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานสูง”

“แต่ภูมิต้านทานอย่างพวก IgG หรือ แอนติบอดี้ ที่สร้างขึ้นมาในร่างกายเรานั้น มันสร้างมาจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte ถ้าได้รับการกระตุ้นมากจนเกินไป อาจจะทำให้เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ นอกจากนี้ยังอาจต้องระวังโรค Autoimmune หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง”

AFP ติดต่อไปยัง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางคณะอธิบายว่าไม่สามารถระบุตัวตนของ “อ.ภิรมย์” ได้ เนื่องจากโพสต์ที่ทำให้เข้าใจผิดไม่ได้กล่าวถึงนามสกุล โดยอธิบายว่าทางโรงพยาบาลเคยมีบุคคลที่ชื่อภิรมย์ทำงานอยู่ แต่ปัจจุบันเขาไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว

โพสต์ดังกล่าวยังเขียนอธิบายต่อว่าควรใช้วิธีการฉีดวัคซีนผสมยี่ห้อต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว -- เช่นแอสตราเซเนก้า (AstraZeneca) และโคโรน่าแวคของบริษัทซิโนแวค (Sinovac) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรค

ประเทศไทยได้เริ่มการฉีดวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BionTech) ให้กับกลุ่มคนอายุน้อยและบุคลากรทางการแพทย์ หลังวัคซีนได้รับการอนุมัติสำหรับการใช้งานฉุกเฉิน สำนักข่าว AFP รายงาน

คำกล่าวอ้างคล้ายๆ กัน ถูกแชร์ทางเฟซบุ๊กที่นี่ และทางทวิตเตอร์ที่นี่

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้ทำให้เข้าใจผิด

“ไม่มีหลักฐาน”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไม่มีหลักฐานว่าคนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น จะมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายกับ AFP ว่า: “ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน”

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เผยแพร่แถลงการณ์ฉบับนี้ โดยเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างที่ทำให้เข้าใจผิดดังกล่าว

เนื้อหาบางส่วนของแถลงการณ์เขียนว่า: “การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 กระตุ้นให้เกิดระดับภูมิคุ้มกันสูงเกินไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง -- เป็นข่าวปลอม” “ไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับภายหลังการฉีดวัคซีนทั่วโลกกว่าพันล้านโดส และไม่สอดคล้องกับข้อมูลการฉีดวัคซีนป้องกันโรคชนิดอื่นๆ ที่เคยมีการฉีดกันมาอย่างยาวนาน”

“ประชาชนควรเข้ารับการดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-1 9 ทันที โดยสามารถฉีดวัคซีนได้ทุกชนิดตามความเหมาะสม ไม่ควรรอวัคซีนทางเลือกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันมีการแพร่ระบาด”

นพ. ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด วิกฤตบำบัด และการปลูกถ่ายปอด อธิบายในคลิปวิดีโอนี้ที่ถูกเผยแพร่ทางช่องยูทูปทางการของเขาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2564 ว่าคำกล่าวอ้างนี้ไม่เป็นความจริง

ในช่วงนาทีที่ 4:08 ของคลิปวิดีโอเขาพูดว่า “เราลองดูข้อมูลในอดีต... มีคำว่า lymphoma ที่เกิดจากวัคซีนไหม ผมว่าท่านจะหาไม่เจอ”

วัคซีนเข็มกระตุ้น

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในหลายประเทศ -- ซึ่งรวมถึงอิสราเอลและสหรัฐฯ -- ที่อนุมัติการวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับคนกลุ่มเสี่ยง เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคโควิด-19

นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า: “ทุกวัคซีน 2 เข็มแล้ว ภูมิจะตกลงตั้งแต่ 2-6 เดือนแล้วแต่ชนิด ดังนั้น การบูสด้วย mRNA จะดีที่สุด (ในการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19) ครับ”

ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนไฟเซอร์และแอสตราเซเนก้าสองโดส จะค่อยๆ ลดลงภายใน 6 เดือน ซึ่งทำให้เข็มกระตุ้นมีความจำเป็นในการป้องกันโรคโควิด-19 ที่ยาวนานขึ้น AFP รายงานเกี่ยวกับงานศึกษาดังกล่าวที่นี่

องค์การอนามัยโลกได้กล่าวว่าประเทศควรรอจนกว่าผู้คนทั่วโลกได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสมากกว่านี้ ก่อนที่จะเริ่มรณรงค์การฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์