
โพสต์เท็จอ้างว่ารัฐบาลฟินแลนด์สั่งประชาชนกักตุนเม็ดไอโอดีนหลัง “สงครามในยูเครนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น”
- บทความนี้มีอายุมากกว่า 1 ปี
- เผยแพร่ วันที่ 27 ตุลาคม 2565 เวลา 06:01
- ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที
- เขียนโดย: Panisa AEMOCHA, AFP Thailand
สงวนลิขสิทธิ์ © AFP 2560-2568 การใช้เนื้อหาในลักษณะเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องสมัครเป็นสมาชิก ข้อมูลเพิ่มเติม
โพสต์ดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ที่นี่ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2022 จากสถาบันทิศทางไทย ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊กฝ่ายขวาที่มีผู้ติดตามมากกว่า 250,000 คน
เนื้อหาในโพสต์ดังกล่าวอ้างว่ารัฐบาลฟินแลนด์ได้ “แนะนำให้ประชาชนเร่งซื้อเม็ดไอโอดีนหลังสงครามในยูเครนมีท่าทีรุนแรงขึ้น”
ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา ระบุว่าเม็ดไอโอดีนซึ่งมีส่วนประกอบอย่างสารโพแทสเซียมไอโอไดด์ สามารถป้องกันร่างกายไม่ให้ดูดซึมสารกัมมันตภาพรังสีได้
โพสต์ที่ทำให้เข้าใจผิดนี้ยังกล่าวต่อด้วยว่าการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ ซึ่งอ้างอิงจากแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจทุ่มเงินถึง 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อยาป้องกันสารกัมมันตภาพรังสี
“นี่คือช่วงเวลาที่ต้องจับตาดูว่ารัสเซียจะหันมาใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อจบสงครามในยูเครนหรือไม่”
ภาพกราฟฟิคในโพสต์ดังกล่าวยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลฟินแลนด์กระตุ้นให้ประชาชนออกมาซื้อเม็ดไอโอดีน

วิดีโอที่พูดถึงคำกล่าวอ้างที่คล้ายกัน มียอดรับชมบนยูทูบสูงกว่า 29,000 ครั้ง ขณะที่โพสต์กล่าวอ้างที่มีใจความสอดคล้องกันถูกแชร์บนเฟซบุ๊กที่นี่และนี่
คำกล่าวอ้างนี้ถูกแชร์ออกไปในช่วงที่รัสเซียโจมตียูเครนอย่างหนัก ซึ่งทำให้พันธมิตรนาโตออกมาประนาฌประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีบ โดยปูตินมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการนำขีปนาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียมาใช้
การปรับปรุงแนวทางการใช้ไอโอดีนครั้งนี้ของรัฐบาลฟินแลนด์ส่งให้เกิดภาวะขาดแคลนเม็ดไอโอดีนในคลังสินค้าของบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง Yliopiston Apteekki ตามการรายงานของสื่อท้องถิ่นอย่าง Yle
อย่างไรก็ดี คำกล่าวอ้างที่ระบุว่ารัฐบาลฟินแลนด์แนะนำให้ประชาชนเร่งกักตุนเม็ดไอโอดีน “อย่างเร่งรีบ” เป็นเรื่องเข้าใจผิด
“ความพยายามที่มีมานานแล้ว”
แนวทางการใช้งานเม็ดไอโอดีนได้รับการปรับปรุงเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2022 จากกระทรวงสังคมและสุขภาพของฟินแลนด์
กระทรวงฯ ยังเสริมว่าแนวทางปฏิบัติชุดก่อนถูกใช้ดำเนินการมาถึง 20 ปีแล้ว และการปรับปรุงครั้งขึ้นอ้างอิงจากหลักปฏิบัติของ WHO ในปี 2017
แนวทางปฏิบัติใหม่นี้ไม่แนะนำให้บุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องทานเม็ดไอโอดีนอีกต่อไป
แถลงการณ์จากกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุให้ประชนชนต้องเร่งรีบไปซื้อเม็ดไอโอดีนมากักตุนไว้ โดยแถลงการณ์ดังกล่าวระบุเพียงว่า “แนวปฏิบัตินี้แนะนำให้ครัวเรือนที่มีสมาชิกอายุระหว่าง 3-40 ปี จัดหาเม็ดไอโอดีนไว้ประจำบ้าน”
Mikko Paunio เจ้าหน้าที่จากกระทรวงฯ ยืนยันกับ AFP ว่าหลักปฏิบัติเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่มีมานานแล้วของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่สุด ในกรณีอุบัติเหตุจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในประเทศ
“เราเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกที่พึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์” Paunio กล่าว “ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงและแทบเป็นไปไม่ได้ เช่น อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์”
โฆษกจากสมาคมเภสัชกรรมแห่งฟินแลนด์ ซึ่งมีส่วนร่วมในการปรับปรุงแนวปฏิบัตินี้ ยังได้กล่าวกับ AFP ว่า การเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติครั้งนี้เป็น “การปรับปรุงตามปกติ”
“ไม่มีความเสี่ยงรังสี” จากยูเครน
Paunio กล่าวว่าการปรับปรุงแนวปฏิบัติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ
เขาอธิบายเพิ่มว่าเม็ดไอโอดีนเป็นเพียงแนวทางป้องกันด่านที่สอง ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้านสารกัมมตภาพรังสี
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอยู่ภายในเคหะสถาน แนวทางนี้คิดเป็นสัดส่วน 80 เปอร์เซนต์ของการป้องกันความเสี่ยงจากการสัมผัสรังสี ขณะที่การทานเม็ดไอโอดีนถือเป็น 20 เปอร์เซนต์ที่เหลือ”
“ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่แนวทางป้องกันภัยอันดับต้น ๆ แต่ตอนนี้สงครามในยูเครนกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย แม้ว่าเหตุการณ์ในยูเครนจะไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยในประเทศฟินแลนด์ก็ตาม”
จากรายงานจากสื่อท้องถิ่น หน่วยงานด้านความปลอดภัยจากนิวเคลียร์และสารกัมมันตภาพรังสีแห่งประเทศฟินแลนด์ ระบุว่าฟินแลนด์ไม่ได้ตกอยู่ในความเสี่ยงใด ๆ จากโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในประเทศ หรือความเสี่ยงจากประเทศใกล้เคียง “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากประเทศยูเครน”
หน่วยงานฯ ยังได้ทวีตข้อความเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2565 ว่า การจัดหาเม็ดไอโอดีนเตรียมไว้เป็นส่วนหนึ่งของ “การรับมือตามปกติ”
พบเนื้อหาที่คุณต้องการให้เอเอฟพีตรวจสอบ?
ติดต่อเรา