ภาพถ่ายเสาไฟจราจรที่เสียหายจากเหตุไฟไหม้ถูกโยงอย่างผิด ๆ กับคลื่นความร้อนในยุโรป
- เผยแพร่ วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 10:59
- ใช้เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
- เขียนโดย: Judith KANTNER, AFP เยอรมนี, AFP ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
- แปลและดัดแปลง โดย AFP USA, Chayanit ITTHIPONGMAETEE, AFP ประเทศไทย
คลิปวิดีโอที่แสดงเสาสัญญาณไฟจราจรที่มีรูปทรงบิดเบี้ยวถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมคำกล่าวอ้างว่า อุปกรณ์ควบคุมการจราจรดังกล่าวละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในทวีปยุโรปในช่วงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างนี้เป็นเท็จ ที่จริงแล้ว สัญญาณไฟเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ และไม่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) ในแผดเผายุโรปในปี 2569
"เยอรมัน สเปน อิตาลี หลายประเทศ ในยุโรปกำลังเจอกับฮีทเวฟรุนแรง หลายประเทศมีอุณหภูมิทะลุ 40°C ร้อนจนสัญญาณไฟจราจรในบางพื้นที่บิดเบี้ยวจากความร้อน" โพสต์ X เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เขียนคำบรรยาย
โพสต์ดังกล่าวแชร์คลิปที่เผยให้เห็นเสาไฟจราจรที่ละลายจนมีลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากสภาพเดิม
คลิปดังกล่าวยังถูกแชร์พร้อมคำกล่าวอ้างลักษณะเดียวกันบนโพสต์เฟซบุ๊ก X และติ๊กตอกในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญกับอุณหภูมิสูงที่ทุบสถิติเป็นประวัติการณ์
ปรากฏการณ์โดมความร้อนได้กักมวลอากาศร้อนจากภูมิภาคแอฟริกาเหนือข้ามคาบสมุทรไอบีเรีย ก่อนจะแผ่ขยายวงกว้างไปไกลถึงสหราชอาณาจักร และอ่อนกำลังลงในที่สุดในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกของทวีปยุโรปในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม
แม้ว่าโพสต์ดังกล่าวจะระบุชื่อประเทศที่ปรากฏในคลิปวิดีโอได้อย่างถูกต้อง แต่ภาพเหล่านี้กลับไม่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์สภาพอากาศร้อนจัดในเยอรมนีหรืออิตาลีแต่อย่างใด
คลิปจากอิตาลี
จากการค้นหาภาพย้อนหลังโดยใช้เฟรมสำคัญจากวิดีโอ AFP พบคลิปเดียวกันถูกเผยแพร่บนโพสต์เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 โดยผู้ใช้บัญชีชื่อ Referee Jhonny Puttini ซึ่งระบุว่าตนเป็นชาวเมืองเวโรนา ประเทศอิตาลี
แม้ข้อความที่ปรากฏในวิดีโอระบุเป็นภาษาอิตาลีว่า สภาพอากาศร้อนจัดจนทำให้เสาไฟจราจรละลาย แต่ข้อความในช่องแสดงความคิดเห็นสะท้อนว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เข้าใจว่าข้อความเป็นเพียงการล้อเล่นเท่านั้น
AFP ได้ติดต่อไปยังผู้ใช้งานรายดังกล่าวเพื่อขอความคิดเห็นเพิ่มเติม แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ
อย่างไรก็ตาม หนึ่งวันหลังจากนั้น ผู้ใช้งานบัญชีดังกล่าวได้แสดงความคิดเห็นใต้คลิปของตนบนโพสต์อินสตาแกรม พร้อมแนบลิงก์บทความข่าวของอิตาลีที่ระบุว่าสัญญาณไฟจราจรนั้นละลายเนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในบริเวณดังกล่าว (ลิงก์บันทึก)
นอกจากนี้ สำนักข่าวท้องถิ่นแห่งหนึ่งยังได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ไฟไหม้รถยนต์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ในย่านลูกัญญาโน เมืองเวโรนา ซึ่งเป็นพิกัดที่มีลักษณะสอดคล้องกับสถานที่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ (ลิงก์บันทึกที่นี่ นี่ และ นี่)
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพิกัดบนแผนที่กูเกิล AFP สามารถยืนยันได้ว่า สถานที่ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอกับจุดที่เกิดเหตุไฟไหม้ในเมืองเวโรนานั้นเป็นสถานที่เดียวกัน (ลิงก์บันทึกที่นี่ และ นี่)
คลิปจากเยอรมนี
ส่วนอีกคลิปวิดีโอที่ถูกระบุว่าเป็นเหตุการณ์ในประเทศเยอรมนีนั้น ก็เป็นคลิปที่ถูกแชร์ในบริบทที่ผิดเช่นกัน
สำนักข่าวดีพีเอ (DPA) ของเยอรมนีได้ตรวจสอบคำกล่าวอ้างเท็จดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน (ลิงก์บันทึก)
DPA รายงานว่า เสาสัญญาณไฟจราจรที่เสียหายตั้งอยู่บริเวณสี่แยกในเขตฟรีดริชส์ไฮน์-ครอยซ์แบร์คในกรุงเบอร์ลิน โดย AFP ได้ตรวจสอบพิกัดบนแผนที่กูเกิลและยืนยันได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีลักษณะที่สอดคล้องกับคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์อย่างแพร่หลาย (ลิงก์บันทึก)
บริษัท อินฟราซิกนัล (InfraSignal) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการเครือข่ายเสาสัญญาณไฟจราจรในกรุงเบอร์ลิน เปิดเผยกับสำนักข่าว DPA ว่า ความเสียหายดังกล่าวมีสาเหตุมาจากเพลิงไหม้ (ลิงก์บันทึก)
อินฟราซิกนัลยังได้ยืนยันกับ AFP เพิ่มเติมว่า เสาไฟจราจรได้รับความเสียหายมาจากเหตุไฟไหม้ไนท์คลับเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า
"เราไม่ทราบว่ามีกรณีใด ๆ ที่สัญญาณไฟจราจรได้รับความเสียหายในลักษณะเช่นนี้เนื่องจากอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส" โฆษกของอินฟราซิกนัลระบุในอีเมลกับ AFP เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569
ทั้งนี้ วัสดุก่อสร้างที่ถูกนำมาใช้ในงานด้านโครงสร้างพื้นที่ภายในเขตเมืองทั่วไปมีจุดหลอมเหลวที่สูงกว่าอุณหภูมิที่วัดได้ทั่วทวีปยุโรปอย่างมาก (ลิงก์บันทึก)
"โลหะมีความทนทานต่ออุณหภูมิสูงเป็นอย่างมาก ก่อนที่มันจะเกิดการบิดเบี้ยวผิดรูปเหมือนอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ" โรนิตา บาร์ดฮัน (Ronita Bardhan) ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างที่ยั่งยืน แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวกับ AFP เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม (ลิงก์บันทึก)
รายงานวิเคราะห์ล่าสุดโดยกลุ่มความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เวิลด์ เวเธอร์ แอตทริบิวชัน (World Weather Attribution) ได้สรุปว่า เหตุการณ์ความร้อนรุนแรงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว "โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม 10 ถึง 100 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปี 2546 และเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยเมื่อ 50 ปีก่อน" (ลิงก์บันทึกข้อมูลที่นี่ และ นี่)
สภาพอากาศสุดขั้วที่พัดถล่มยุโรปส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตส่วนเกิน (Excess deaths) จำนวนหลายพันราย เนื่องจากมวลความร้อนดังกล่าวส่งผลให้ร่างกายมนุษย์ต้องทำงานหนักอย่างรุนแรง ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ โรคลมแดด (Heatstroke) และการเสียชีวิต
ก่อนหน้านี้ AFP ได้ตรวจสอบคำกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับคลื่นความร้อน สามารถอ่านรายงานได้ที่นี่
สงวนลิขสิทธิ์ © AFP 2560-2569 การใช้เนื้อหาในลักษณะเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องสมัครเป็นสมาชิก ข้อมูลเพิ่มเติม
พบเนื้อหาที่คุณต้องการให้เอเอฟพีตรวจสอบ?
ติดต่อเรา
